กบฏจากฐานราก แหกคอกพิจารณาหาเหตุผลสู่ความสำเร็จ [หลักคิดแบบ First principle: ตามแบบฉบับ Elon Musk]

======
“กรอบความคิด”ที่พาเด็กชายจากแอฟริกาใต้คนหนึ่งมาเป็นผู้ประกอบการระดับโลกที่ฝันใฝ่จะตั้งอาณานิคมบนดาวอังคาร
======

1.

การทดลองต้นแบบของกระสวยที่ออกแบบมาเพื่อช่วยเหลือน้องหมู่ป่า แม้ว่าสุดท้ายจะไม่ได้นำมาใช้ในสถานการณ์จริงก็ตามแต่ก็แสดงให้เห็นถึงคุณสมบัติของตัว Elon Musk ในการพูดจริงทำจริง คิดไว และลงมือทำทันที

 

สำหรับช่วงนี้ตามหน้าฟีด หลายๆคนเริ่มผ่านตากับบุคคลระดับโลกท่านนี้บ่อยขึ้นทุกวันในนามของ Elon musk ชายผู้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือทีมน้องหมูป่าที่ติดอยู่ในถ้ำ

2.

ไม่ใช่แค่การไปอยู่ชั่วคราวแล้วกลับ…แต่เป็นการตั้งถิ่นฐานอย่างถาวรคือวิสัยทัศน์ที่ตั้งไว้

 

แม้แต่คนที่ไม่เคยได้ยินชื่อผู้ชายคนนี้มาก่อน ก็ต้องตกตะลึงว่าเขาเป็นใคร แล้วทำไมเขาถึงมีเทคโนโลยีล้ำยุคขนาดนั้น ซึ่งอันที่จริงมีหลายคนเขียนไว้เยอะมากแล้วสำหรับประวัติชีวิตส่วนตัวอันหวือหวาที่เริ่มต้นจากเด็กตัวเล็กๆที่ถูกกลั่นแกล้งจากแก๊งอันธพาลในโรงเรียน

 

วันๆชอบเอาแต่ขลุกตัวอยู่ในห้องสมุดจนอ่านหนังสือจบทุกเล่ม โตมาก็ทำเรื่องบ้าๆ อย่างการตัดสินใจลาออกจากการเรียนปริญญาเอกแม้เข้าเรียนไปได้เพียง 2 วัน!!!

 

จนกระทั่งกระโดดเข้ามาคลุกคลีตีโมงในยุคที่อินเตอร์เน็ตเริ่มเฟื่องฟูแล้วทำเงินได้นับล้านเหรียญจากการขายบริษัทที่เขาก่อตั้งขึ้นมาเองกับมือถึงสองบริษัทติดต่อกัน ขึ้นแท่นเป็นเศรษฐียุคดอทคอมตอนที่อินเตอร์เน็ตเฟื่องฟู ก่อนจะตัดสินใจนำเงินมาตั้งบริษัทที่อาจหาญที่สุดในยุคของเราอย่างการทำบริษัทวิศวกรรมอากาศยานนาม SpaceX ที่มีพันธกิจในการทำให้มนุษย์กลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่บนดาวเคราะห์หลายดวง (Multi-Planetary Species)

 

พูดง่ายๆคือเราจะไปตั้งอาณานิคมต่างดาวที่ดาวอังคารกัน !!!
แต่เดี๋ยว…นี่ไม่ใช่โพสชีวประวัติของอีลอน มัสก์ นั่นก็เพราะคำถามที่สำคัญกว่ามากคือ บุคคลยอดมนุษย์เหล่านี้กล้าคิด กล้าฝัน แล้วลงมือทำให้สิ่งที่ดูเป็นไปไม่ได้ ให้เป็นไปได้…ได้อย่างไร
.
เราจะมาหาคำตอบกัน ?

3.

ครั้งหนึ่งเคยมีคนถามอีลอนมัสก์ว่าเขาทำอย่างนั้นได้อย่างไร กับการที่เป็นเจ้าของบริษัทที่แตกต่างหลากหลายกันมากมายทั้ง SpaceX ที่เกี่ยวกับอวกาศ ไหนจะบริษัท Tesla ที่ผลิตรถไฟฟ้าสุดเท่ที่ซักวันอาจมาปฎิวัติวงการยานยนต์ หรืออย่างล่าสุดก็มีแผนจะทำบริษัทเชื่อมต่อสมองมนุษย์เข้ากับคอมพิวเตอร์อย่าง Neurolink นี่ยังไม่หมดนะครับ กลัวจะไล่ไม่ครบซะด้วยซ้ำ อ้อ ยังมีบริษัทน่าเบื่ออีกอย่างครับ ชื่อว่า The Boring Company(ตัวอย่างอารมณ์ขันตลกร้าย) ที่วางแผนจะสร้างรูปแบบการขนส่งคนรูปแบบใหม่ขึ้นมาที่เรียกว่า Hyperloop โดยการขุดเจาะอุโมงค์ใต้ดิน (แนะนำให้ไปดูคลิปนี้ใน youtube https://bit.ly/2ocxwFO)

4.

 

การที่จะบริหารจัดการบริษัทที่มีความแตกต่างหลากหลายที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญมากๆขนาดนั้นได้ เป็นสิ่งยืนยันว่าเขาจะต้องมีวิธีการเรียนรู้ศาสน์ใหม่ๆได้อย่างน่าทึ่งมากๆ เพราะแทบทั้งหมดที่เขาทำมาเป็นการแหกขนบธรรมเนียมทั้งต่อสิ่งที่คนทั่วโลกเชื่อ หรือแม้กระทั่งต่อตัวเขาเองที่ไม่เคยให้ความไม่รู้ในปัจจุบันเป็นตัวขวางกั้นไม่ให้เขาลงมือทำอะไรให้สำเร็จได้

 

เคยมีคนสัมภาษณ์ว่าเขาทำทั้งหมดได้อย่างไรทั้งๆที่ไม่ได้เรียนจบในสาขาเหล่านี้มาก่อน เขาตอบไปสั้นๆเพียงว่า “i just read a book”

 

คนคูลๆ เค้ามีศักยภาพในการเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างนี้นี่เอง

 

5.

เป็นอะไรที่คนตั้งคำถามกันมาเยอะแล้ว ว่าอะไรคือ Secret Sauce หรือ “เคล็ดลับความสำเร็จ” ของอีลอน มัสก์ ทำไม่ถึงไม่มีคำว่า “เป็นไปไม่ได้” อยู่ในพจนานุกรมของเขา

อะไรทำให้เขาไม่หวาดกลัวหรือท้อถอยเมื่อเจอกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ และอะไรคือสิ่งที่ทำให้เขาเรียนรู้หรือแก้ปัญหายากๆได้ด้วยมุมมองที่แตกต่างจากทุกคนๆ

 

6.

ในความเหมือนในความต่าง ในความต่างมีความเหมือน

 

ดูอย่างกรณีคลาสสิกก็ได้ครับ เพราะเคยมีคนถามเขาว่าเขามองมนุษย์คนอื่นๆ ที่เป็นเพื่อนร่วมโลกอย่างไรบ้าง

อีลอนบอกว่าจริงๆแล้ว เขาคิดว่ามนุษย์ก็เปรียบเหมือน “คอมพิวเตอร์” (เนิร์ดมาเชียว) ที่ประกอบไปด้วย “hardware” แข็งๆจับต้องได้อย่างหน้าจอ CPU ประมวลผล ซึ่งก็เทียบได้กับร่างกายและสมองของเรา ส่วนอีกส่วนหนึ่งก็คือ “software” หรือกระบวนการคิด…

 

ซึ่งหากมองให้ดี ร่างกายของมนุษย์เราแต่ละคนไม่ได้แตกต่างกันมากมายซักเท่าไหร่ หรือถ้าดูอย่างๆง่ายๆ เพื่อนร่วมสายพันธ์อย่างลิงชิมแปนซีที่เรารู้จักก็มีสารพันธุกรรมเหมือนกับเรามากกว่า 99% แต่ก็อย่างที่เห็น…ลิงอยู่ในป่าใกล้สูญพันธุ์ ส่วนคนครองโลกยังไม่พอ จะไปดาวอังการเป็นสถานีต่อไป

 

นี่ไม่ต้องพูดถึงคนด้วยกันเอง…แน่นอนว่าบางคนอาจจะมีความถนัดที่แตกต่างกันอันเป็นผลที่สืบเนื่องมาตั้งแต่โครงสร้างและเครือข่ายประสาทของสมอง แต่โดยทั่วไปแล้ว สิ่งที่คนอื่นคิดหรือทำได้ เราเองก็ฝึกตัวเองให้มีความสามารถให้เก่งขึ้นได้ไม่แพ้กัน

 

หากว่าประสิทธิภาพของสมองคนไม่ได้ต่างกันมากนัก
แล้วอะไรทำให้คนหนึ่งประสบความสำเร็จมากๆ ในขณะที่คนที่เหลือได้แต่นั่งมองปริบๆ แล้วพูดในใจว่า “โชคดีนะที่เกิดมาเก่ง”

7.

เรื่องราวทั้งหมดที่เล่ามาจึงนำมาสู่รหัสลับความสำเร็จของ Elon musk ที่เราจะมาเฉลยกันในวันนี้ !!!

 

แน่นอนว่าทุกคนยอมรับว่าตัวเขามีความเฉลียวฉลาดเป็นกรด แต่ก็ไม่ได้เว่อวังอลังการไปเทียบกับยอดมนุษย์ไอคิวสูงที่อยู่ในสมาคมเมนซา (https://www.mensa.org/)

 

แต่ความสามารถที่แท้จริงของเขาเป็นผลมาจากสิ่งที่เรียกว่า “การยอมรับในความไม่รู้ของตัวเอง” หรือที่ตัวเขาเองและคนอื่นๆ ตั้งชื่อให้ว่า “Reasoning from the first principle” หรือการใช้เหตุผลโดยหลักการเริ่มแรก…เอาเป็นว่าอย่าแปลเลยจะดีกว่านะครับ

 

เรามาเริ่มดูกันดีกว่าว่าอะไรคือ “การยอมรับในความไม่รู้”
มันคือการยอมรับว่าตัวเองโง่หรือเปล่า ???
อันที่จริงมันเป็นสิ่งตรงข้ามเลยล่ะครับ

8.

อะไรคือการยอมรับในความไม่รู้ และทำไมเราต้องใช้การให้เหตุผลจาก first principle ???

จะตอบคำถามนี้ได้ต้องย้อนกลับไปยังประวัติศาสตร์วิวัฒนาการของมนุษย์ชาติ(ดูยิ่งใหญ่ไหมครับ แต่มันเป็นเช่นนั้นจริงๆ)

คืออย่างนี้ครับ เป็นเวลานับแสนนับล้านปีที่เราวิวัฒนาการขึ้นมาในทุ่งหญ้าสะวันนาทางตะวันตกของทวีบแอฟริกา

 

ณ ที่แห่งนั้นคือจุดกำเนิดของเผ่าพันธุ์ Homo sapiens (ชื่อทางวิทยาศาสตร์ของคน) ของเรานั่นเอง ทีนี้มนุษย์เนี่ยนะครับอันที่จริงแล้วเป็นแค่สัตว์ง่อยๆที่ไม่ได้มีเขี้ยวเล็บหรือกำลังวังชาโดดเด่นอะไรเลยเมื่อเทียบกับชีวิตสัตว์โลกสมาชิกไลออนคิงทั้งหลายทั้งไฮยีน่า สิงโต จระเข้ มนุษย์เราถือว่าอ่อนสุดเลยครับ

 

แต่มีสิ่งหนึ่งที่ทำให้พวกเราก้าวขึ้นมาจากสายพันธุ์ที่งอกง่อยจนมาครองโลกในทุกวันนี้ได้ก็เพราะสิ่งที่เรียกว่า…

9.

อุบัติเหตุครับ…อุบัติเหตุอะไรอย่างนั้นหรือที่ทำให้เรามาไกลถึงเพียงนี้ ???

 

นักมนุษยวิทยาให้คำตอบกับเราว่ามันคือสิ่งที่เรียกยากๆ ที่มีชื่อภาษาอังกฤษว่า “cognitive revolution” หรือแปลไทยโดยผู้เขียนเองว่า “การปฎิวัติของสมองทางความรู้ความคิด” ซึ่งอันที่จริงแล้วมันคือการที่มนุษย์เราเกิดความฉลาดทางสมองเพิ่มพูนมากขึ้นเมื่อ 70000 ปีก่อนจากหลักฐานทางโบราณคดีต่างๆบ่งบอกไปในทางเดียวกันถึงเบาะแสของการประดิษฐ์ข้าวของเครื่องใช้และศิลปะทำมือที่มีความละเอียดละอออันสะท้อนระดับสติปัญญาของมนุษย์ยุคนั้นว่าได้พัฒนามาถึงจุดที่เทียบเท่ากับมนุษย์ในยุคปัจจุบันเลยทีเดียว

10.

ยิ่งขนาดสมอง(Size of neocortex)พัฒนามากขึ้นเท่าไหร่…ขนาด (group size)ของการปฎิสัมพันธ์ของสัตว์สังคม (social animal) ก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น…สำหรับมนุษย์ตัวเลขอยู่ที่ 150

 

แล้วเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้นอย่างนั้นหรอครับ คุณผู้อ่านคงจะเริ่มสงสัยแล้ว…สิ่งที่เกิดคือความสามารถในการสร้างสิ่งสมมุตินามธรรมในจิตใจและทำให้คนอื่นๆเชื่อร่วมกันจนทำให้เกิดการ “ร่วมมือร่วมใจ” กันอย่างที่สัตว์สปีชีส์อื่นไม่สามารถทำได้

 

ศาสนา
ระบบเงินตรา
ชาติ

สิ่งเหล่านี้ถูกประดิษฐ์ขึ้นเป็นครั้งแรกใน “สมอง” ของคน
สิ่งเหล่านี้ไม่มีตัวตนที่จับต้องได้มาก่อน ในตอนที่มนุษย์ยังไม่ถือกำเนิด…ไดโนเสาร์คงไม่เป็นมังสวิรัตเพราะกลัวจะลงนรกหรอกใช่ไหมครับ (ยกเว้นพวกกินพืชสินะ)

 

หากยังไม่ค่อยเห็นภาพ ลองมาดูตัวอย่างกันก่อนครับ

ลองนึกดูว่าถ้าเอาลิงชิมแปนซีมาดวลกับมนุษย์หนึ่งคนโดยเป็นการต่อสู้ด้วยมือเปล่าใครจะชนะครับ???

 

คำตอบคือลิงมันเก่งมากนะครับ ว่องไว รุนแรง กล้ามเป็นมัดๆ แถมมีเขี้ยว แม้แต่นักสู้ที่เก่งยังต้องเลือดตกยางออกกันบ้าง คราวนี้ลองจินตนาการตามว่าถ้าเราเอาลิงชิมแปนซีหนึ่งฝูงที่อยู่ร่วมกัน 15 ตัว มาสู้กับคนจำนวนเท่าๆ กันจะเกิดอะไรขึ้น…

 

ตอนจำนวนน้อยๆ ก็ยังไม่มีปัญหาอะไรหรอกครับ แต่เมื่อไหร่ที่จำนวนชิมแปนซีในฝูงมากขึ้นเป็นร้อยๆ ให้มาปะทะกับมนุษย์ในจำนวนที่เท่ากันเป็นร้อยๆ เช่นกัน

 

สำหรับชิมแปนซี…ความขัดแย้งในฝูงจะเริ่มทวีคูณ
ใครจะเป็นผู้นำ
จะมีแผนการในการจัดทัพต่อสู้ในสงครามลิงอย่างไร ?
(รู้นะว่าตอนนี้กำลังนึกถึงหนัง Rise of the Planet of the Apes)

 

ในธรรมชาติของฝูงลิงชิมแปนซีมักจะมีต่อสู้กันจนต้องมีการแยกฝูงกันซึ่งเป็นเรื่องปกติธรรมดาเมื่อสมาชิกเพิ่มขึ้นถึงจำนวนหนึ่งเนื่องจากตัวจ่าฝูงไม่สามารถที่จะรักษา “ฐานอำนาจ” ของสมาชิกเอาไว้ได้

 

แต่พอหันมาดูมนุษย์…เรามีกองทัพทหารนับพันนับหมื่นในสงครามโลกครั้งที่สอง ที่สามารถร่วมมือร่วมใจกัน อุดมการณ์ของฮีตเลอร์ดูโหดร้ายทารุณอย่างไม่ต้องสงสัยในการจับเชลยชาวยิวไปกักขังทรมาณ แต่ทว่าด้วยพลังของ “cognitive revolution” ทำให้มนุษย์สามารถที่จะจินตนาการถึงคุณค่าร่วมบางอย่าง

 

การมองว่าสายเลือดชาวเยอรมันสูงส่งกว่า
และชาวยิวจะมาทำให้ระบบสังคมของตนต้องล่มสลายด้วยเลือดชาวยิวที่ไม่บริสุทธิ์…ซึ่งหากฮิตเลอร์เป็นคนเดียวที่คิดและเชื่อเช่นนี้ คนก็จะหาว่าเขาบ้า แต่เมื่อไหร่ที่คนนับร้อย นับพัน นับหมื่น นับแสนนายเริ่มเชื่อเหมือนๆกัน

 

สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ กองทัพนาซีอันแข็งแกร่ง!!!

จะว่าไปมนุษย์จึงสามารถเกิด “ความร่วมมือ” หรือ “cooperation” ในระดับที่ unlimited

 

มนุษย์ปะทะลิงหนึ่งต่อหนึ่งอาจไม่ไหว
แต่เพิ่มเป็นสิบ เป็นร้อย ก็อาจไม่แน่
แต่ถ้ามากขึ้นในระดับที่มากกว่านั้น เราชนะอย่างไม่ต้องสงสัย

11.

แล้ว “ชุดความเชื่อร่วม” ของคนในสังคม มันไปเกี่ยวอะไรกับความสำเร็จของ Elon Musk ที่ทำให้ผู้อ่านทุกคนสนใจคลิกเข้ามาอ่านบทความนี้ล่ะครับ ???

 

นั่นก็เพราะพวกเราทุกคนนั้นถูกวิวัฒนาการมาให้ตั้งแต่ลืมตาเกิดมาก็ค่อยๆเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับคนในสังคมให้ได้ ผ่านกระบวนการขัดเกลาทางสังคมต่างๆนา

 

จากการสอนสั่งของพ่อแม่
จากบทลงโทษที่ได้รับเมื่อเราเริ่มที่จะทำตัวผิดแผกจากมนุษย์ผู้อื่น

 

สิ่งเหล่านี้ทำให้มนุษย์ที่โตเข้าสู่วัยผู้ใหญ่แทบทุกคนจะมี “กรอบทางความคิด” ในการมองโลกคล้ายๆ กันไปหมดในสังคม ที่บอกว่ากรอบก็เพราะมันเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาผ่านวัฒนธรรมต่างๆ ที่เราเติบโตมา เช่นนั้นแล้วกรอบของแต่ละคนก็ไม่ได้ต่างกันมาก

 

ไล่ตั้งแต่เรื่องเล็กๆ อย่างความสะอาดและสุขอนามัยเบื้องต้น ไปจนถึงเรื่องใหญ่ๆอย่าง แนวคิดเรื่องการประสบความสำเร็จในชีวิต

ผมยังจำได้เลยว่าตอนเด็กๆ พ่อแม่ต้องออกมาเตือนเสมอว่าให้ใส่รองเท้าเพราะผมเป็นคนที่ชอบถอดรองเท้าวิ่งเล่นกับเพื่อนมากที่สุด แต่พอโตมาผมกับเริ่มไปบ้ารองเท้านู่นนี่ตามกระแสเหมือนคนอื่นๆทั่วไป…

พลังทางสังคมและการตลาดเปลี่ยนคนได้จริงๆ

12.

ไม่ว่า Five monkeys experiment จะเคยทำขึ้นจริงๆหรือไม่ แต่มันก็แสดงให้เราเห็นพลังของ “การขัดเกลาทางสังคม” ที่แง่หนึ่งอาจลดความขัดแย้งของฝูง แต่ก็เป็นการขัดขวางต่อการแสวงหาค้นพบความจริงหรือการทำอะไรที่แปลกใหม่

 

นั่นคือสิ่งที่เราทำหล่นหายไปจากการเติบโตเป็นผู้ใหญ่
นั่นคือ “ความคิดสร้างสรรค์” หรือการคิดด้วยตัวเอง (think for yourself) โดยไม่ต้องไปยึดโยงอยู่กับธรรมเนียมปฎิบัติที่สังคมบอกกล่าว

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเด็กๆถึงได้คะแนนความคิดสร้างสรรค์สูงกว่ามนุษย์วัยผู้ใหญ่ ไม่ใช่ว่าพวกเราไม่เก่ง แต่พวกเราแค่สูญเสียสิ่งที่ครั้งหนึ่งพวกเราเคยมีอยู่อย่างเต็มเปี่ยม และทั้งหมดนี้จึงเป็นที่มาของคำว่า Reasoning from the first principle หรือการแสวงหาคำตอบหรือการแก้ปัญหาจากสิ่งที่เป็นรากฐานที่สุดผ่านการคิดวิเคราห์ด้วยการใช้วิจารณะญานของตัวเอง

13.

 

 

ลองดูตัวอย่างคลาสสิกมากๆ ที่ผมอ่านเจอจากเว็บไซต์ Wait But Why ของ Tim Urban…

เรากำลังพูดถึงทฤษฎีที่อธิบายสิ่งที่เป็นพื้นฐานมากๆของความรู้อย่าง “กำเนิดของโลก” โลกเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ???
(ให้เวลาผู้อ่านระลึกไปถึงวิชาภูมิศาสตร์สมัยมัธยม)

 

คนกลุ่มแรกที่เราเรียกว่า Flood geologist คือคนที่พยายามอธิบายปรากฎการณ์นี้ว่า โลกถือกำเนิดเมื่อ 6,000 ปีที่แล้ว เป็นทรงกลมสมบูรณ์ไร้ที่ติแม้แต่นิดเดียว โดยภายในทรงกลมจะประกอบไปด้วยน้ำ ต่อมาเปลือกข้างนอกค่อยๆแห้งลงทำให้น้ำค่อยๆไหลทะลักออกมากัดเซาะต่างๆ และเป็นที่มาของตำนานน้ำท่วมโลกจนต้องขนสัตว์ขึ้นเรือเป็นคู่ๆ ในตำนานโนอาร์ พอน้ำเริ่มแห้งก็ค่อยๆเผยให้เห็นโตรกผา ลำธาร ร่องรอยของการกัดเซาะ

 

ถ้ำและปรากฎการณ์ทางธรณีวิทยาต่างๆ ก็ถูกอธิบายดด้วยแนวคิดนี้…นี่คือคนกลุ่มแรกที่อาศัยความเชื่อทางศาสนาที่มีอยู่ก่อนเพื่ออธิบายปรากฎการณ์ทางธรรมชาติ…

ในการค้นหาความจริงอาศัยการวิเคราะห์รากของปัญหาเป็นขั้นๆ หากนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าโลกมีอายุแค่ 6000 ปีอย่างที่ศาสนากล่าวไว้โดยไม่ตั้งคำถาม ทุกวันนี้เราอาจไม่ค้นพบทฤษฎีวิวัฒนาการ การเกิดการตายของดวงดาว ทฤษฎีการเคลื่อนที่ของแผ่นเปลือกโลกและปรากฎการณ์ทางธรรมชาติหลายๆอย่างเช่น แผ่นดินไหว

 

ทว่ายังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ต่างออกไป

14.

ส่วนคนกลุ่มที่สอง…
หลังจากที่มีมนุษย์จำพวกหนึ่งที่เริ่ม “ยอมรับในความไม่รู้” ของตัวเอง พวกเขาเริ่มถกเถียง ประชุม โต้แย้ง ชั่ง ตวง วัด เก็บข้อมูล ตั้งสมมุติฐาน ก่อร่างทฤษฎี …

 

ประเด็นที่สำคัญคือการยอมรับว่า สิ่งที่สังคมเชื่อ สิ่งที่ศาสนาบอก หรือสิ่งที่เขาได้ยินมาแต่เด็กเกี่ยวกับทฤษฎีกำเนิดโลกมันอาจจะผิดก็ได้…เมื่อยอมรับว่าไม่รู้จึงเริ่มออกหาความรู้ จวบจนกระทั่งเทคโนโลยี Radiometric dating ในการวัดอายุหินได้อย่างเที่ยงตรงถือกำเนิดขึ้น เราจึงได้รู้ว่าโลกเก่าแก่กว่านั้นมากเป็นล้านๆปี (แทนที่จะเป็นแบบที่ Flood geologist เชื่อตามหลักศาสนาว่า 6000 ปี) ที่ต่อมาทำให้เกิดการระเบิดของความก้าวหน้าทางความรู้ของสาขาวิชาธรณีวิทยาอย่างรุนแรง

 

ต่อยอดกลายมาเป็นทฤษฎีที่ได้รับการยอมรับในปัจจุบันคือ Continental Drift และ Plate Tectonics ที่อธิบายปรากฎการณ์ทางธรณีต่างๆได้เป็นอย่างดีไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลก การเกิดภูเขาไฟ แผ่นดินไหว เช่นเดียวกับชื่อหนังสือ “หิมาลัยไม่มีจริง” ของคุณนิ้วกลมที่มองว่าครั้งหนึ่งยอดยอดเขาบางลูกกลับพบเปลือกหอยใต้พื้นมหาสมุทร ทุกสิ่งล้วนเปลี่ยนผันและพร้อมจะบุบสลาย…เช่นเดียวกับแนวคิดของ “นักวิทยาศาสตร์” เหล่านี้ที่พร้อมจะปรับเปลี่ยนความรู้ที่มีเสมอหากได้พบความรู้ใหม่ที่อธิบายปรากฎการณ์ทางธรรมชาติได้ดีกว่า

เมื่อขุดให้ลึกมากพอ…เมื่อกล้าที่จะตั้งคำถามต่อสิ่งที่เคยคิดว่าถูก…เราอาจได้พบกับจิ๊กซอแห่งความจริงตัวใหม่ที่ล้างแนวคิดที่เราเคยเชื่อมาโดยตลอด เมื่อนักวิทยาศาสตร์คิดว่าอาจมีความเป็นไปได้ที่โลกอาจเก่าแก่มากกว่า 6000 ปี ประตูบานใหม่แห่งความเป็นไปได้ก็เปิดออก ทำให้เกิดความรู้แขนงใหม่มากมายที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริงของโลกมากกว่าเดิม

15.

ปรากฎการณ์ที่นักวิทยาศาสตร์เลือกที่จะทำลายความเชื่อว่าโลกมีอายุแค่ 6000 ปี โดยการ “ตั้งคำถาม” ว่า
เป็นไปได้ไหมว่าสิ่งที่เราคิดว่าเรารู้ในปัจจุบันอาจไม่ถูกต้อง และย้อนกลับไปหาหลักการ “ฐานราก” ที่อยู่ลึกกว่าสิ่งที่เราเชื่ออยู่ในปัจจุบันคือหนึ่งในรูปแบบของวิธีคิดแบบ the first principle…จะเห็นได้ว่าถ้าเราเอาแต่ยึดจากความรู้เก่าทางศาสนาว่าโลกมีอายุ 6000 ปี เราก็คงจะไม่มีวันค้นพบความลับทางธรรมชาติของธรณีวิทยาได้…แล้ว Elon musk พูดไว้อย่างไรเกี่ยวกับหลักการนี้ล่ะ?

16.

 

ต่อไปนี้เป็นถ้อยคำที่ Elon musk เป็นคนกล่าวเอง โดยอ้างอิงจากหนังสือ Rocket man:elon musk from his own words ดังต่อไปนี้

[มีคำแปลด้านล่าง]
“I do think a good framwork for thinking is physics, you know, the first principles reasoning. What i mean by that is boil things down to thier fundamental truths and reason up from there as opposed to reasoning by analogy. Through most of our life, we get through life by reasoning by analogy, which essentially means kind of copying what other people do with slight variation. And you have to do that, otherwisse mentally you wouldn’t be able to get through the day. But when you want to do something new, you have to apply the physics approach. Physics has really figured out how to discover new things that are counterintuitive, like quantum mechanics; it’s really counterintuitive”

 

“ผมคิดว่ากรอบที่ดีสำหรับการคิดคือฟิสิกส์ ซึ่งเป็นการใช้เหตุผลจากหลักพื้นฐาน ความหมายของผมก็คือ ย่อยทุกอย่างให้เหลือเพียงความจริงพื้นฐานที่สุดของมัน แล้วค่อยประกอบเหตุผลขึ้นมาใหม่จากตรงนั้น ไม่ใช่ให้เหตุผลจากการเปรียบเทียบ เราดำเนินชีวิตส่วนใหญ่ของเราโดยการให้เหตุผลโดยการเปรียบเทียบ ซึ่งจริงๆแล้วก็คือการเลียนแบบผู้อื่นนั่นแหละ หรืออาจจะต่างไปบ้างเล็กน้อย และถ้าไม่ทำแบบนั้น คุณอาจจะคิดอะไรต่อไม่ได้เลย แต่เวลาที่คุณอยากทำสิ่งใหม่ๆ คุณต้องใช้ฟิสิกส์เป็นกรอบวิธีคิด ฟิสิกส์สามารถช่วยค้นพบสิ่งใหม่ๆ ที่อาจขัดกับความรู้สึกของคนทั่วไปได้ อย่างเช่น กลศาสตร์ควอนตัม ซึ่งเป็นเรื่องที่ขัดกับความรู้สึกของคนทั่วไปจริงๆ”

ปล.เล่มนี้เป็นการรวบรวมแนวคิดต่างๆจากคำพูดของอีลอน มัสก์ที่น่าสนใจ…ดูหนังสือได้ที่นี่ https://bit.ly/2Qx9Lof

17.

นี่คือสิ่งที่เราอาจเรียกได้ว่าเป็น Musk secret sauce อย่างแท้จริง

 

อันที่จริงมัสก์เป็นเพียงแค่ผู้ชายคนหนึ่ง
เป็นเพียงคนที่ไม่หยุดหลักวิทยาศาสตร์ไว้เพียงในตำรา
ทว่าเอา “ปรัชญา” ของมันมาใช้ในชีวิตจริง

 

ทำไมต้องเชื่อว่าการส่งคนไปดาวอังคารเป็นไปไม่ได้ในช่วงชีวิตของเรา
ทำไมต้องเชื่อว่าต้องเรียนจบวิศวกรรมถึงจะสร้างจรวดเป็น
ทำไมต้องเชื่อว่ารถที่ใช้น้ำมันเป็นตัวเลือกเดียวของการคมนาคม
ทำไมต้องหยุดแค่ smart phone ในเมื่อเราอาจสั่งมันโดยตรงจากการคิดในสมอง
ทำไมทำไม และทำไม !!!

 

คุณก็เช่นกัน !!! อย่าหยุดแค่เพียงบทความนี้
แต่จงตั้งคำถามกับตัวเองว่าหากความเชื่อเป็นสิ่งที่กำหนดการกระทำ และการกระทำเป็นตัวกำหนดชะตาชีวิตของคุณ

 

คำถามคือวันนี้คุณพอใจกับชีวิตตัวเองหรือยัง คุณไปถึงเป้าหมายที่เคยตั้งไว้แล้วหรือไม่ คุณรู้สึกไหมว่าชีวิตน่าจะมีอะไรมากกว่านี้

 

ก่อนที่จะเปลี่ยนโลกจงเปลี่ยนตัวเอง
ก่อนที่จะเปลี่ยนตัวเองจงเปลี่ยนความคิด
และการจะเปลี่ยนความคิดได้ต้องเริ่มจากการออกนอกกรอบมาตั้งคำถามถึงทุกสิ่งที่เราเคยเชื่อและเคยทำมาโดยตลอด

 

แน่นอนว่านั่นจะทำให้คุณหวาดหวั่นพรั่นพรึงทีเดียวเมื่อเริ่มรู้สึกว่าพื้นที่หนักแน่นที่เราเหยียบมาทั้งชีวิตพร้อมจะพังลงทุกเมื่อ

 

การเปลี่ยนตัวเองเป็นสิ่งที่ยากที่สุดและง่ายที่สุดในเวลาเดียวกัน
มันง่ายที่สุดเพราะไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับใคร
ทว่าก็ยากที่สุดเพราะศัตรูคนเดียวของเราก็คือตัวเราเอง

 

มนุษย์ทุกคนย่อมมีสิ่งที่ตัวเองเคยคิดเคยเชื่อมาตลอดว่ามันคือสิ่งที่ถูกต้อง แต่เมื่อไหร่ที่เรากล้าที่จะลุกขึ้นมาตั้งคำถาม นั่นคือวินาทีที่เราเริ่มยิ่งใหญ่พอที่จะท้าทายกับจิตใจตัวเอง…และเมื่อนั้นเองที่เราเป็นอิสระจากพันธนาการทางความเชื่อทั้งปวงของสังคม

 

เราจะเริ่มคิดใตร่ตรองถึงสิ่งรอบตัวอย่างเป็นเหตุเป็นผลมากขึ้น…เมื่อคุณชนะใจตัวเองได้ คุณก็เอาชนะได้ทุกอย่าง เช่นเดียวกับที่สตีฟ จ็อบส์ เคยพูดไว้ว่า

[มีคำแปลด้านล่าง]
“Life can be much broader once you discover one simple fact: Everything around you that you call life was made up by people that were no smarter than you and you can change it, you can influence it, you can build your own things that other people can use.
.
Once you learn that, you’ll never be the same again.”

 

“ชีวิตจะกลายเป็นสิ่งที่อิสระไพศาลเมื่อคุณค้นพบความจริงง่ายๆข้อหนึ่งว่า…ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวที่คุณคิดว่านั่นแหละคือชีวิต ชีวิตก็เป็นเช่นนี้…แต่อันที่จริงมันถูกสร้างขึ้นด้วยผู้คนที่ไม่ได้ฉลาดเฉลียวไปมากกว่าคุณเลย และตัวคุณเองก็สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงมัน จับมันขยับปรับเปลี่ยน คุณสามารถหาหนทางหรือลองสร้างสิ่งต่างๆที่ผู้คนสามารถใช้ประโยชน์จากมันได้…และเมื่อคุณคิดได้อย่างนี้เมื่อไหร่ ชีวิตคุณจะไม่มีวันเหมือนเดิมอีกเลย”

ขอให้ทุกคนค้นพบดาวอังคารของตัวเองครับ 

 

คนสายวิทย์ที่จงใจมาทำงานสายธุรกิจและหวังว่าซักวันหนึ่งทั้งสองโลกจะมาเชื่อมกัน

ร่วมแสดงความคิดเห็น และแชร์ไปยัง Facebook ของท่าน