ความกล้าไม่ใช่การปราศจากความกลัว แต่คือการมุ่งไปแม้จะมีความกลัวอยู่เต็มหัวใจ

To conquer fear, you must become fear.

ไม่ใช่การขาดเป้าหมาย
แต่ ความกลัว ที่จะลงมือทำตั้งหากที่ฉุดรั้งคุณไว้จากความสำเร็จ

นี่คือคำแถลงของคอนเซ็ปแปลกๆ แต่น่าสนใจจากนาย Tim Ferriss ที่ได้ขึ้นไปพูดบนเวทีของ  TED Talks สามารถเข้าไปชมได้ที่นี่

 

ในยุคสมัยที่ใครๆก็เชื่อในพลังของคนตัวเล็กส่วนบุคคล (power of individual) ที่จะสามารถลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงโลกได้ด้วยพลังของความคิดสร้างสรรค์และเทคโนโลยี เราเข้าถึงแหล่งข้อมูลมหาศาลของมนุษยชาติผ่านปลายนิ้วคลิก นอกจากความรู้จะไม่ใช่ข้อจำกัด ชุมชนออนไลน์อย่างโซเชียลมีเดียทำให้เราเชื่อมต่อกับกลุ่มคนที่มีความคิดความเชื่อคล้ายๆ กันกับเรา  คุณภาพชีวิตในทุกๆ มิติของเผ่าพันธุ์ของเราดีขึ้น งานที่เราทำใช้แรงกำลังลดลง  ดูเหมือนว่าอะไรๆ ก็เพียบพร้อมแต่ทำไมบางทีลึกๆ เรายังรู้สึกว่ายังขาดอะไรบางอย่าง สิ่งที่ฉุดรั้งเราไว้จากชีวิตที่ต้องการ กับความคิดฝันบ้าๆ บางอย่างที่เราไม่เคยกล้าบอกใคร

 

ใช่, สิ่งนั้นคือ ความกลัว

 

Tim Ferriss

Tim Ferriss บน เวที TED Talks 2017

 

เพราะความตั้งใจอาจยังไม่พอ

เวลาพูดถึงการเปลี่ยนแปลงเราก็มักจะนึกถึงคุณสมบัติอย่างความขยัน  ความอดทน หรือพลังใจที่ภาษาอังกฤษใช้คำว่า  Will power…ซึ่งแนวคิดนี้มีมาอย่างค่อนข้างยาวนานที่อธิบายว่าที่คนคนนี้ทำอะไรได้สำเร็จมากกว่าอีกคนเป็นเพราะมี will power สูง  จิตแข็ง มีความตั้งใจตั้งมั่น  ที่นายประยุทธ์เลิกบุหรี่ไม่สำเร็จก็เพราะเขามีจิตใจที่เข้มแข็งไม่มากพอ…

จึงเป็นที่มาของประโยคคลาสสิกอย่าง “ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น”

การตั้งเป้าหมายและการวางแผนอย่างละเอียดจึงเป็นสิ่งที่คนร่วมสมัยรู้จักกันดี และทุกคนก็ทำเหมือนๆ กัน นั่นคือเรื่องของเป้าหมายที่เรา “กล้าไขว่คว้า” และลงมือทำ

แต่ความลับมีอยู่ว่ามีบางเรื่องในชีวิตที่เราซ่อนไว้อยู่ลึกมากที่สุด เราไม่กล้าตั้งคำถามต่อมัน เราไม่กล้าป่าวประกาศให้ใครรับรู้ ไม่แม้แต่อยากจะคิดถึง บางทีเรากลับอยากลืมๆมันไปเสียด้วยซํ้า เพราะคิดว่ามันคงเป็นไปไม่ได้ แต่สุดท้ายกลายเป็นว่าคำถามเหล่านั้นเองที่เป็นสิ่งที่เราควรทำมากที่สุด

 

ผู้กล้าถาม: อะไรคือจุดแข็งของเรา…

ผู้กลัวตอบ: เรามีมั๊ยนะ หรือเราไม่มีอะไรโดดเด่นเลย ช่างๆ มันไปเถอะ

 

ผู้กล้าถาม: มีทักษะหรือความรู้อะไรที่เราต้องพัฒนาอีกบ้างเพื่อก้าวหน้าในอาชีพการงาน

ผู้กลัวตอบ: ถามอะไรยากจัง แค่ทำงานทุกวันนี้ก็เหนื่อยจะแย่อยู่แล้ว

 

ผู้กล้าถาม: อยากสร้างธุรกิจที่ได้บริหารเอง

ผู้กลัวตอบ: ไม่อยากจะคิดถึง เราคงยังเด็กเกินไป ไม่มีเงินทุน ขาด connection

 

ในบางจังหวะของชีวิต เราได้ยินเสียงกระซิบจากผู้กล้าในคำถามที่ยิ่งใหญ่และสำคัญ สิ่งที่เป็นคุณค่าและความใฝ่ฝันในชีวิตเรา แต่ก็ในชั่ววินาทีเดียวกันนี่แหละที่วิญญานผู้ขาดกลัวตะโกนกลับไปโดยใช้ข้ออ้างต่างๆ นา

แต่สิ่งที่แย่ที่สุดของวิญญาณขาดกลัวคือการสร้างคำอธิบายที่ง่ายที่สุดว่าทำไมถึงเป็นไปไม่ได้ เพื่อที่จะได้ผลัดผ่อนความคิดนั้นออกไป มันทำให้เราไม่ได้ใช้สมองคิดด้วยตัวเองว่าต้องทำอย่างไรถึงจะเปลี่ยนความเป็นไปไม่ได้ให้เป็นความเป็นไปได้

“Fear makes the wolf bigger than he is.” ~German Proverb

“Fear makes the wolf bigger than he is.” ~German Proverb

 พฤติกรรมเริ่มที่สมองและจบที่สมอง

ในทางจิตวิทยามนุษย์จะมีแรงขับในการเปลี่ยนแปลงจากหนึ่งในสองปัจจัยนี้เสมอ (อาจควบคู่กัน) คือ เปลี่ยนเพราะอยากเปลี่ยน (มี reward) หรือเปลี่ยนเพราะ ความกลัว (กลัวถูก punished)  เช่นเลิกกินหวานแม้จะชอบ แต่ต้องเลิกเพราะหมอสั่งว่าถ้าไม่ลดอาจตายด้วยเบาหวานก่อนวัยอันควรได้ ในที่นี้มีพฤติกรรมกินหวานจากนำ้ตาลซึ่งเป็น  reward แต่มีความพยายามในการเลิกกินเพราะกลัว  punish

นอกจาก ความกลัว จะบีบให้เราลงมืออะไรแล้ว มันยังปิดกั้นเราจากการไม่ลงมือทำอีกด้วย

 

 Fear is not real. The only place that fear can exist is in our thoughts of the future. It is a product of our imagination

ความกลัว ไม่ใช่ความเป็นจริง สถานที่เดียวที่ความกลัวสามารถอาศัยอยู่ได้คือความคิดฝันเฟื่องไปในอนาคต มันเป็นแค่ผลลัพธ์ของจินตนาการที่เราสร้างขึ้น

– After Earth (2013) –

 

เป็นประโยคที่หนังเรื่อง  After Earth กล่าวไว้ได้ตรงกับหลักวิทยาศาสตร์อย่างไม่น่าเชื่อด้วยประการฉะนี้

1.ความกลัวเป็นรูปแบบหนึ่งของจินตนาการถึงผลลัพธ์ทางลบที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งมีลักษณะเป็น  divergent thinking คือจำลองและจินตนาการผลลัพธ์ออกมาหลายๆ รูปแบบ

2.ความกลัวอนาคตจัดเป็นหนึ่งในเอกลักษณ์หนึ่งของมนุษย์ที่ถูกสร้างจากวิวัฒนาการเพื่อความอยู่รอด เพราะในแง่หนึ่งมันคือการหยุดยั้งเราไม่ให้ทำอะไรที่เสี่ยงต่อชีวิต แต่สำหรับโลกยุคปัจจุบันที่ไม่มีสิงโตวิ่งไล่จับกิน ความกลัวกลับทำให้เราเลือกที่จะอยู่เฉยๆ มากกว่าที่จะทำอะไรให้เกิดความเสี่ยง

3.ความกลัวก่อให้เกิดความเครียด และการหลั่งสารสื่อประสาทอีกหลากหลายตัวที่ทำให้เกิดอาการที่เรียกว่า  psychological paralyzed ซึ่งหากมองในบริบทของการพัฒนาตัวเองอาจหมายถึงการยอมแพ้ต่อเป้าหมายที่อาจทำให้ชีวิตดีขึ้นเพียงเพราะคิดว่ามันอาจเป็นไปไม่ได้และจบลงไม่สวย  หรือถ้าเป็นในเชิงการสร้างสรรค์ก็อาจทำให้เกิดการปัดตกของไอเดีย ที่ทำให้ไอเดียหลายๆอย่างที่อาจพัฒนาเป็นนวัตกรรมหรือธุรกิจที่ส่งผลต่อชีวิตคนถูกปัดตกไปอย่างน่าเสียดาย

 

ทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวมาเลยขมวดปมได้ว่า เป็นความกลัวนั้นเองที่หยุดยั้งเราไม่ให้ก้าวไปข้างหน้า หลายๆคนมีความตั้งใจที่ดี มีทรัพยาการที่พร้อม อยู่ในจุดที่มีศักยภาพแทบทุกอย่างที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก แต่กลับต้องด้านชาทางความรู้สึกและไม่เริ่มลงมือทำเพราะความกลัว 

 

จึงทำให้ประเด็นเหล่านี้ได้รับความสนใจจากนักจิตวิทยาและนักคิดจำนวนมากว่าเราจะก้าวข้ามอุปสรรคเหล่านี้ไปได้อย่างไร  อุปสรรคที่ถูกสร้างจากภายในจิตใจ  หาใช่จากใครอื่น  เราฉุดรั้งมันไว้ด้วยตัวเอง

 

แต่มีข่าวดีว่ามีเครื่องมือทางความคิดหลายตัวที่จะเอาชนะกับดักทางความคิดเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากๆ  ตอนต่อไปเราจะมาแนะนำเครื่องมือที่มีชื่อว่า  fear setting ที่ถูกนำเสนอโดยนาย Tim Ferriss ที่กล่าวถึงเมื่อต้นบทความ…

เพราะหลายครั้งสิ่งที่เราขาดอาจไม่ใช่เป้าหมาย แต่เป็นความกล้าที่จะจ้องตากับความกลัวต่างหากล่ะ

 

ณภัทร สงวนแก้ว

ณภัทร สงวนแก้ว

คนสายวิทย์ที่จงใจมาทำงานสายธุรกิจและหวังว่าซักวันหนึ่งทั้งสองโลกจะมาเชื่อมกัน

ร่วมแสดงความคิดเห็น และแชร์ไปยัง Facebook ของท่าน