ถอดรหัสจิตวิทยาความแกร่งของสุดยอดนักรบเดนตายหน่วยซีล [40% rule of Navy SEALs]

เครดิทภาพปก David Boreanaz, left, stars in the new CBS drama SEAL Team. (Skip Bolen/CBS)

 

คนธรรมดาที่ไม่ธรรมดา

“ทหารเดนตาย”

“มนุษย์กบ”

“หน่วยซีล” (SEALs)

“หน่วยทำลายใต้นํ้าจู่โจม”

ณ ชั่วโมงนี้คงจะไม่มีคนไทยคนไหนไม่รู้จักชื่อเรียกเหล่านี้

ภาพของชายหนุ่มชุดทหาร ลายพรางหน้า ผิวตัวคมเข้มจากการฝึกหนัก นอนกลางดินกิน กลางทราย

 

สำหรับปฎิบัติการณ์ครั้งล่าสุด ณ ถํ้าหลวง ในภารกิจกอบกู้และค้นหาเด็กชายและโคชฟุตบอลทีมหมูป่า รวม 13 คน แม้จะมีหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องในการช่วยเหลือแต่ก็ต้องยอมรับจริงๆว่า ตำแหน่งฮีโร่ที่หลายคนมอบให้โดยแทบไม่ต้องคิด จากภาพการช่วยเหลือและปฎิบัติงานต่างๆที่เห็นอยู่ตามสื่อก็คือ หน่วยทำลายใต้น้ำจู่โจม หรือที่เราเรียกกันสั้นๆ ว่า ‘หน่วยซีล’  นั่นเอง

อะไรทำให้หลักสูตรที่มีคนเข้าอบรมทุกปีเป็นหลักร้อยแต่มีคนจบหลักสูตรเป็นอัตราส่วนน้อยมากๆ (ปี2560 มีสมัคร 109 คนแต่จบเพียง 24 คน)  ปัจจัยใดที่เป็นตัวคัดเลือกให้บุคคลนั้นไม่เลือกสั่นกระดิ่ง !!!

สำหรับวันนี้ผู้เขียนจะชวนผู้อ่านไปหาคำตอบถึงจิตวิทยาและทัศนคติของกลุ่มคนที่ชื่อได้ว่าอึด ถึกทน และไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคมากที่สุดบนโลก

 

กระดิ่งแห่งนั้นไม่ได้อยู่ไกล

 

It is not the strongest of the species that survives, nor the most intelligent that survives. It is the one that is most adaptable to change.

ไม่ใช่สายพันธุ์ที่แข็งแกร่งที่สุดหรอกนะที่จะรอด ไม่แม้กระทั่งพวกที่เฉลียวฉลาดที่สุดเสียด้วยซํ้า ทว่าเป็นพวกที่รู้จักปรับตัวต่อภาวะการเปลี่ยนแปลงต่างหากล่ะ

– Charles Darwin –

 

หลักสูตรการอบรมยาวนานถึง 7 เดือน  แต่ช่วงเวลาที่ “โหดหิน” และ “นรกแตก” มากที่สุดนั้นได้รับการขานนามว่า “สัปดาห์นรก” (hell week)

ช่วงเวลา 120 ชั่วโมง ที่ดึงทุกหยาดหยดและสรรพกำลังของมนุษย์ออกมาเสียจนหมดสิ้น ผ่าน “พิธีกรรม” ต่างๆไม่ว่าจะเป็น การแช่นํ้าทะเลใส่นํ้าแข็ง การนอนเฝ้าโลงศพ การแบกเรือยางนับร้อยกิโล และอีกหลายกระบวนการที่จะ “ทดสอบ” ลึกลงไปถึงจิตวิญญาณของมนุษย์คนหนึ่ง

 

เครดิทภาพจากคุณ BR Style ในกระทู้เว็บไซต์ PANTIP

 

“ขออีกแค่ 5 คน!!! หนาวแค่นี้ทนไม่ไหว ลุกออกไปสั่นกระดิ่ง แล้วกลับบ้านไปได้เลย !!! “

 

ใช่ครับ, แม้นี่จะเป็นประโยคสมมุติที่ผมเขียนขึ้นมา แต่ก็คงจะจินตนาการได้ไม่ยากว่าสถานการณ์จริงคงจะไม่แตกต่างกันมากเท่าไหร่…หากชาลส์ ดาร์วิน บิดาแห่งทฤษฎีวิวัฒนาการเคยกล่าวไว้ว่าสายพันธุ์ที่ปรับตัวได้ดีที่สุดคือ “ผู้อยู่รอด” ….เหล่า Navy seal  ก็คงจะตอบได้ทันทีเหมือนกันว่าสิ่งเดียวที่พวกเขาต้องมีเพื่อจะผ่านบทพิสูจน์ความทรหดนี้ไปได้อาจไม่ใช่กล้ามลํ่าๆ หรือความแข็งแกร่งทางกายเพียงอย่างเดียว

ในหนังสือ The New York Times Best Seller ที่มีชื่อว่า “The Red Circle: My Life in the Navy SEAL Sniper Corps and How I Trained America’s Deadliest Marksmen” ในตอนหนึ่งกล่าวไว้ว่า

“มีความเข้าใจผิดว่าหลักสูตรในการฝึกซีลถูกออกแบบมาเพื่อคัดกรองให้เหลือรอดเฉพาะคนที่มีความได้เปรียบทางด้านร่างกาย (super athlete) แต่ในความเป็นจริง…ไม่ใช่เลย!!!, มันถูกออกแบบมาสำหรับคนที่มีสภาพร่างกายปกติทั่วไป ทว่ามีจิตใจแข็งแกร่งพอจะผ่านมันมาได้ต่างหาก”

วิธีคิดหรือจิตสำนึกแบบไหนหรอที่ทำให้พวกเข้ายังคงกัดฟันทนต่อไปแม้ในยามที่ร่างกายแทบไม่เหลือพลังงานใดๆ สติพร่าเลือนจากการอดนอนและความเจ็บปวดที่กระทำต่อจิตวิญญาน

และสิ่งนั้นก็คือสิ่งที่เราเรียกว่า Mental toughness หรือ จิตใจที่มุ่งมั่น ไม่ยอมแพ้ และการรักษาความหวังตั้งใจแม้ในช่วงยามที่เราอ่อนแอที่สุด

Josh Bridges: หนึ่งในนักกีฬา CROSSFIT GAME ที่ผมชื่นชอบมากที่สุด เคยเป็น Navy SEALs มาก่อน…ซึ่งเจ้าตัวบอกว่า Mental toughness ที่เขาเคยได้รับมาสมัยที่ยังเป็นซีลทำให้เขาฝึกซ้อมได้อย่างหนักหน่วง

 

ส่วนหน่วยซีลจะรอสแตนบายในถ้ำจะกินและนอนในถ้ำเลยครับส่วนอาหารและเสบียงจะมีการส่งเข้าไปเป็นระยะครับและตอนนี้ยังไม่พบน้องๆนะครับ อย่าหลงเชื่อแหล่งข่าวที่ไม่มีที่มา โปรดเชื่อใจพวกเรานะครับ มีจนท.ได้รับบาดเจ็บหลายคนรวมถึงผมด้วยแต่พวกเรายังไม่ท้อครับ จะสู้ไปด้วยกันครับ

-ทีมซีล ปฎิบัติการณ์ ถํ้าหลวง-

แตกต่างเหมือนกัน

Mental toughness, Will power, Perseverance, Grit ในภาษาอังกฤษชื่อเหล่านี้ล้วนสื่อถึงสิ่งเดียวกันที่แปลเป็นไทยได้ว่า “ความทรหด”…

แต่สำหรับคนทั่วไปๆ อย่างเราท่านๆ ที่นั่งโต๊ะทำงานออฟฟิศอยู่ในห้องแอร์ จะเอาสิ่งที่ช่วยให้ทหารหลักสูตร SEALs ไม่กดสั่นกระดิ่งมาประยุกต์ใช้ได้อย่างไรได้บ้าง ?

หนึ่งในหนังสือที่อธิบายแนวคิดเรื่อง Grit หรืออาการกัดไม่ปล่อย ได้ดีที่สุด หรือจะชมวีดีโออย่างสั้นๆ แต่ทรงพลังของผู้เขียนได้ที่ TED Talk ชิ้นนี้

กฎ 40% ลุยต่อได้อีก ของ Navy SEALs

ข้อเท็จจริง: แม้ระยะทางของการวิ่งมาราธอนจะไกลมากถึง 42.195 กิโลเมตร แต่ผู้คนส่วนใหญ่กว่า 99% กลับสามารถวิ่งไปได้ถึงเส้นชัย

นี่คือความจริงครับ!!! แต่ถ้าลองไปถามถึงประสบการณ์ของคนที่เคยวิ่งมาราธอนส่วนใหญ่ ก็มักจะตอบคล้ายๆกันว่าอันที่จริงจะไม่ไหวตั้งแต่ยังไม่ 20 กิโลเมตรแล้ว แต่สิ่งที่ทำให้เขาวิ่งต่อเนื่องไปได้คือใจ ไม่ใช่ขาหรอกครับและนั่นนำเรามาสู่กฎที่ถูกพูดถึงอย่างแพร่หลายที่มีชื่อว่า 40% rule of navy seal

 

“He would say that when your mind is telling you you’re done, you’re really only 40 percent done. 

ถ้าสมองกำลังบอกคุณว่า แค่นี้แหละพอแล้ว ทำได้แค่นี้ ก็ให้รู้ตัวไว้ว่าที่ทำอยู่เนี่ยเพิ่ง 40% ของพลังที่มีอยู่

– The 40% rule –

 

นี่คือ mindset ที่อยู่เบื้องหลังกลุ่มคนที่ไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ ไม่ว่าสิ่งที่คุณทำจะคืออะไร?การอ่านหนังสือ การออกกำลังกาย การไล่ล่าหาเป้าหมายที่ใฝ่ฝัน แล้วคุณกำลังจะหมดแรง คุณกำลังจะล้มเลิก เพียงเพราะคุณกำลังเจอปัญหา หรือคุณคิดว่าไม่ไหวแล้วพอแค่นี้ ก็อย่าลืมระลึกล่ะว่า นี่เราใช้พลังไปไม่ถึงครึ่งเสียด้วยซํ้า เรายังไปได้ไกลกว่านี้ และเริ่มต้นมองปัญหาเหล่านั้นด้วยมุมใหม่

แล้วถ้าถามว่า 40% rule นี่มันมีจริงหรือเปล่า ?

เป็นแค่ความเชื่อลมแล้งๆ หรือไม่  อันที่จริงมีการศึกษาทดลองให้เม็ดยาหลอกๆ แต่บอกว่าเป็นคาเฟอีนที่จะช่วยเพิ่มพลังในการยกนํ้าหนักได้ ผลออกมาว่ากลุ่มที่โดนบอกแบบหลอกๆนี้กับสามารถที่จะยกนำ้หนักได้เพิ่มมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งอันที่จริงเรามีชื่อเรียกปรากฎการณ์แบบนี้ที่จิตใจหรือความเชื่อที่ได้รับมาใหม่ส่งผลต่อสมรรถภาพของร่างกาย หรือพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปว่า placebo effect

อย่างไรก็ตามก็ไม่ได้หมายความว่าร่างกายและสมรรถนะต่างๆของเราไม่มีขีดจำกัด แต่ขีดจำกัดที่เราพูดถึงนั้นอาจจะอยู่ไปอีกไกล และเรายังสามารถ push the limit ของตัวเราเพื่อออกไปนอก comfort zone ที่แสนอุ่นสบายได้อีกเยอะ

เพราะอันที่จริงแล้วมันก็คืออีกหนึ่งรูปแบบของสิ่งที่เรียกว่า Growth mindset หรือรูปแบบวิธีการคิดที่มองว่าทุกสิ่งสามารถพัฒนาได้อันมีหลักฐานยืนยันมากมายแล้วว่ามันส่งผลต่อการประสบความสำเร็จในชีวิตได้ดีกว่า IQ  score เสียด้วยซํ้า

.

ดังเช่นที่หนึ่งในหน่วยซีลตอบคำถามผู้สื่อข่าวที่ถามถึงความเป็นไปได้

ด้วยประโยคสั้นๆ แม้จะมีอุปสรรคมากมายว่า “ทำได้ครับ”

และนั่นคือคำที่สรุปรวมเอาใจความทั้งหมดของสิ่งที่ผมได้กล่าวมา

แม้ในขณะที่เขียนอยู่นี้เจ้าหน้าที่และผู้เกี่ยวข้องจะยังไปไม่ถึงจุดหมาย

แต่เมื่อเราเชื่อว่า “พวกเราทำได้”  

เมื่อขีดความเชื่อของหัวใจได้ถูกถ่างออกไป ความเป็นไปได้แห่งความหวังก็คงยังอยู่ไม่ไกล

 

ปล.ในขณะที่กำลังเขียนบทความนี้ เป็นเวลาตีหนึ่งของวันที่ 28.07.2018 หวังว่าพรุ่งนี้เช้าตื่นมาจะได้รับข่าวดี

 

 

ณภัทร สงวนแก้ว

ณภัทร สงวนแก้ว

คนสายวิทย์ที่จงใจมาทำงานสายธุรกิจและหวังว่าซักวันหนึ่งทั้งสองโลกจะมาเชื่อมกัน

 

ร่วมแสดงความคิดเห็น และแชร์ไปยัง Facebook ของท่าน